จังหวัดพระนครศรีอยุธยาประชุมร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับบ่อขยะนครหลวงเพื่อติดตามความคืบหน้าในการแก้ไข ปัญหากลิ่น ฝุ่น และน้ำเสีย
เมื่อเวลา 10.00 น.วันที่ 16 กันายายน 2569 ที่ หอประชุมที่ว่าการอำเภอบางปะหัน นายประพันธ์ ตรีบุปผา รองผู้ว่าราชการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ได้เป็นประธาน ประชุมร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับบ่อขยะนครหลวงเพื่อติดตามความคืบหน้าในการแก้ไข ปัญหากลิ่น ฝุ่น และน้ำเสีย โดยมี ทต.นครหลวง อบต.แม่ลา อำเภอบางปะหัน อบต.บางเสาธง อบต.
บางปะหัน บริษัท พาโนว่า จำกัด สำนักงานสิงแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 6 (นนทบุรี) ศูนย์อนามัยที่ 4 สระบุรี มูลนิธิบูรณะนิเวศ คณะกรรมการธรรมาภิบาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยา สำนักงาน ป.ป.ท. เขต 1 ศูนย์ปฏิบัติการคดีพิเศษเขตพื้นที่ 1 เครือข่ายภาคประชาชน ผู้นำท้องที่ท้องถิ่น กำนันผู้ใหญ่บ้าน และประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากบ่อขยะนครหลวง เข้าร่วมประชุม
นางสาวอภินัทธ์ พัฒนากรสิตานนท์ ผู้ช่วยเลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. ภาค 1 กล่าวว่า จากการประชุมในวันนี้ สำนักงานป.ป.ช.ภาค 1 ได้ลงพื้นที่มาติดตามกรณีชาวบ้านได้รับความเดือดร้อนจากโครงการกับจัดขยะ RDF ซึ่งเมื่อประชุมร่วมกันแล้ว ก็ได้ข้อสรุปเห็นประเด็นปัญหาเป็น 2 ลักษณะ คือใน 1.เรื่องของการบังคับใช้กฎหมาย ซึ่งจะมีกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ที่ชัดเจน สามารถดำเนินการได้เลยก็จะเป็นพระราชบัญญัติสาธารณสุข ซึ่งเป็นอำนาจของถิ่นที่จะดำเนินการ นายก อบท.ที่จะเข้าไปดำเนินการ ก็คือหากมีการกระทำที่มันฝ่าฝืนพรบ.สาธารณสุข ก็อาจจะมีการระงับหรือก็ยกเลิก ไม่อนุญาตให้ดำเนินการในพื้นที่ต่อ ในส่วนที่สอง ก็คือตัวขยะซึ่งเป็นขยะแต่เดิมมา เป็นบ่อขยะเดิม ว่าเราจะดำเนินการกำจัดหรือว่า นำขยะออกจากพื้นที่เพื่อไม่ให้มีกลิ่นที่ทำให้ชาวบ้านได้รับความเดือดร้อนออกไปยังไง ซึ่งในวันนี้ก็สรุปเป็น 2 ลักษณะ ก็คือ 1.ในเรื่องการบังคับใช้กฎหมาย ทาง ป.ป.ช.ก็จะดไเนอนการให้ข้อเสนอแนะในการบังคับใช้กฎหมายให้เข้มข้น
ในส่วนที่ 2.ก็คือในการกำจัดขยะซึ่งทางท่านรองผู้ว่าราชการจังหวัดฯจะได้จัดทำแผนของจังหวัดฯเพื่อมาทำงาน เพื่อให้ชาวบ้านไม่ได้รับความเดือดร้อนต่อไป
ที่ผ่านมา ทาง ป.ป.ช.ได้เห็นประเด็นหนึ่งก็ที่มีความสุ่มเสี่ยงก็คือหน่วยงานที่รับผิดชอบก็คือ อบท.ก็ยังมีการอนุญาตให้โรงงานดำเนินการในพื้นที่ต่อ แต่อาจจะสืบเนื่องมาจากโครงการ RDF เริ่มมาก่อนโควิดแล้วมีการชลอโครงการไปในช่วงโควิดก็เลยมีการขยายระยะเวลาการดำเนินการออกไป จึงทำให้ขยะที่เดิมมีอยู่แล้ว และมีขยะใหม่เข้ามา จึงเกิดการสะสมและก็ส่งกลิ่นเหม็น ซึ่งชาวบ้านก็ยังได้รับความเดือดร้อนอยู่
อย่างไรก็ตามทางจังหวัดพระนครศรีอยุธยา มีแผนที่จะดำเนินการแก้ไขแล้วแต่ต้องใช้ระยะเวลาสักระยะเวลาหนึ่ง ในส่วนของ ป.ป.ช.ก็จะทำหนังสือมาแจ้ง เพื่อให้บังคับใช้กฎหมาย