ประธานองคมนตรี เปิดโครงการ “สานใจไทย สู่ใจใต้” รุ่นที่ 46 ส่งเสริมเยาวชนชายแดนใต้เรียนรู้วิถีพหุวัฒนธรรม ยึดมั่น “ตอบแทนบุญคุณแผ่นดิน” เรียนรู้ความแตกต่างแต่ไม่แตกแยก ปรับตัวอยู่ร่วมกันอย่างสันติ

ประธานองคมนตรี เปิดโครงการ “สานใจไทย สู่ใจใต้” รุ่นที่ 46 ส่งเสริมเยาวชนชายแดนใต้เรียนรู้วิถีพหุวัฒนธรรม ยึดมั่น “ตอบแทนบุญคุณแผ่นดิน” เรียนรู้ความแตกต่างแต่ไม่แตกแยก ปรับตัวอยู่ร่วมกันอย่างสันติ

วันนี้ (8 เม.ย. 2569) เวลา 10.30 น. พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ประธานองคมนตรี ในฐานะนายกมูลนิธิ "สานใจไทย สู่ใจใต้" เป็นประธานพิธีเปิดโครงการ “สานใจไทย สู่ใจใต้” รุ่นที่ 46 และกล่าวให้โอวาทแก่ผู้เข้าร่วมโครงการ ณ สโมสรทหารบก (ส่วนกลาง) วิภาวดี กรุงเทพมหานคร โดยมี นายอรุณ บุญชม จุฬาราชมนตรี นายอารีย์ วงศ์อารยะ ประธานกรรมการบริหารมูลนิธิ "สานใจไทย สู่ใจใต้" นายวิชัย ศรีขวัญ รองประธานกรรมการบริหารมูลนิธิ "สานใจไทย สู่ใจใต้" นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ในฐานะรองประธานกรรมการบริหารมูลนิธิ "สานใจไทย สู่ใจใต้" ร.ต.ท.อาทิตย์ บุญญะโสภัต เลขาธิการมูลนิธิ "สานใจไทย สู่ใจใต้" นายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง นายวรงค์ แสงเมือง รองอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน ร.ต.อ.เขตรัฐ ชาญศิลป์ รักษาการในตำแหน่งที่ปรึกษาด้านความมั่นคง กระทรวงมหาดไทย คณะกรรมการอำนวยการโครงการฯ องค์กรภาครัฐและเอกชน เยาวชนและครอบครัวอุปถัมภ์ จาก 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ร่วมพิธี 

ประธานองคมนตรี กล่าวให้โอวาทว่า โครงการ “สานใจไทย สู่ใจใต้” เกิดขึ้นจาก พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ อดีตประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ ผู้มีบทบาทสำคัญในการวางรากฐานให้โครงการนี้ ซึ่งท่านเคยกล่าวไว้ว่าต้องการให้โครงการนี้ขับเคลื่อนต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง พร้อมทั้งฝากฝังเรื่อง "ความเป็นไทย" และ "ความเป็นธรรม" ให้เยาวชนได้เข้าใจอย่างถ่องแท้ เพื่อเติบโตเป็นพลเมืองดีของชาติ สิ่งสำคัญที่สุดที่ท่านได้มอบให้คือคำขวัญที่ว่า "เกิดมาต้องตอบแทนบุญคุณแผ่นดิน" ซึ่งเยาวชนทุกรุ่นได้นำไปปฏิบัติจนเกิดประโยชน์ต่อชุมชนและประเทศชาติมาโดยตลอด ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่าเยาวชนรุ่นที่ 46 นี้ จะได้ศึกษา ทำความเข้าใจ และนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์เช่นเดียวกัน

“สำหรับเยาวชนที่อาจยังมีความกังวลใจในการไปพำนักกับครอบครัวอุปถัมภ์ ขอให้มั่นใจและคลายความกังวลลงได้ ป๊ะ ม๊ะ และพ่อแม่ ครอบครัวอุปถัมป์ทุกท่าน ล้วนมีความรัก ความปรารถนาดี และผ่านการอบรมเตรียมความพร้อมมาเป็นอย่างดี ท่านเหล่านี้พร้อมที่จะใช้ความสามารถและความเอื้ออาทรทั้งหมดที่มี เพื่อดูแลและต้อนรับหลานๆ จากจังหวัดชายแดนภาคใต้ให้มีความสุขที่สุดเสมือนลูกหลานของตนเอง การไปใช้ชีวิตในต่างพื้นที่ เช่น ในภาคกลาง ย่อมมีความแตกต่างทั้งในด้านวิถีปฏิบัติ ความคิด และความเชื่อ ขอให้เยาวชนเปิดใจเรียนรู้และทำความเข้าใจ เพราะในสังคมของเราต้องมีการยอมรับในความคิดเห็นและความเชื่อที่แตกต่าง นี่คือความหมายของคำว่า "พหุวัฒนธรรม" ซึ่งเป็นความจริงของสังคมที่เราทุกคนต้องพบเจอและเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกันให้ได้ตลอดชีวิต” ประธานองคมนตรี กล่าว
 
ประธานองคมนตรี กล่าวต่อไปอีกว่า ตนมีความยินดีที่ทุกฝ่ายเล็งเห็นความสำคัญในการขยายโครงการครอบคลุมไปยังพื้นที่จังหวัดฝั่งอันดามัน เนื่องจากที่ผ่านมามีผู้สมัครจำนวนมากแต่มีข้อจำกัดในแต่ละรุ่น การขยายโอกาสในครั้งนี้จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการให้ความรู้และประสบการณ์แก่เยาวชนได้อย่างกว้างขวางขึ้น การที่เยาวชนได้ออกจากพื้นที่คุ้นเคย ถือเป็นโอกาสอันดีที่จะได้เรียนรู้และมองเห็นว่า บ้านเมืองของเรามีความหลากหลาย และ "ความแตกต่าง ไม่ใช่ความแตกแยก" เราต้องเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกันอย่างสันติวิธี และช่วยกันหาแนวทางพัฒนาบ้านเมืองให้เจริญก้าวหน้าต่อไป
 
“ประสบการณ์ความรู้ทั้งในด้านประวัติศาสตร์และวิทยาศาสตร์ จะเป็นรากฐานสำคัญให้เยาวชน ซึ่งหลายคนกำลังศึกษาอยู่ในระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย จะได้นำไปใช้ประกอบการตัดสินใจเลือกเส้นทางการศึกษาและวางเป้าหมายชีวิตที่เหมาะสมกับตนเอง อย่างไรก็ตาม ในชีวิตของคนเรา "ความผิดหวังเป็นเรื่องธรรมดา" ไม่มีใครไม่เคยผิดหวัง เมื่อเป้าหมายแรกที่เราตั้งไว้ไม่ประสบผลสำเร็จ เราต้องรู้จักเตรียมเป้าหมายสำรองหรือทางเลือกที่ 2 และ 3 ไว้เสมอ ขอให้ทุกคนอย่าหมดหวัง จงลุกขึ้นสู้และค้นหาทางเลือกที่เหมาะสมที่สุดเพื่อก้าวเดินต่อไป ท้ายนี้ ขอฝากให้หลานๆ ทุกคนเก็บเกี่ยวความรู้และประสบการณ์ในครั้งนี้ นำไปปรับใช้กับชีวิตของตนเองให้เกิดผลดีที่สุด ขอขอบคุณหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนที่ให้การสนับสนุนโครงการอย่างต่อเนื่อง ขอบคุณครอบครัวอุปถัมภ์ที่เสียสละเวลาและกำลังกายกำลังใจ และขอบใจหลานๆ ทุกคนที่ตั้งใจเข้ามาร่วมโครงการ ขออำนวยพรให้โครงการสานใจไทยสู่ใจใต้ รุ่นที่ 46 ประสบความสำเร็จตามที่ได้ตั้งใจไว้ทุกประการ” ประธานองคมนตรี กล่าวในช่วงท้าย
 
สำหรับโครงการ "สานใจไทย สู่ใจใต้" รุ่นที่ 46 จัดขึ้นเพื่อนำเยาวชนที่ด้อยโอกาสและได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้แก่ ปัตตานี ยะลา นราธิวาส สตูล และสงขลา รวมจำนวน 440 คน มาร่วมเรียนรู้วิถีชีวิตความเป็นอยู่ในสังคมพหุวัฒนธรรมที่มีความหลากหลายทั้งด้านเชื้อชาติ ศาสนา ภาษา และวัฒนธรรม ผ่านการใช้ชีวิตร่วมกับครอบครัวอุปถัมภ์ โดยแบ่งเป็นเยาวชนจำนวน 320 คน เข้าร่วมกิจกรรมในพื้นที่กรุงเทพมหานครและ 9 จังหวัดภาคกลาง ระหว่างวันที่ 1 เมษายน ถึง 1 พฤษภาคม 2569 และเยาวชนอีกจำนวน 120 คน เข้าร่วมกิจกรรมในพื้นที่จังหวัดฝั่งทะเลอันดามัน ระหว่างวันที่ 1 ถึง 24 เมษายน24 เมษายน 2569

ในส่วนของจังหวัดพระนครศรีอยุธยา นายชวนินทร์ วงศ์สถิตย์จิรกาล ผู้ว่าราชการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ได้มอบหมายให้ นายเดชาธร เชาว์เลขา รองผู้ว่าราชการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา พร้อมด้วย นายอำเภอพระนครศรีอยุธยา ผู้แทนอำเภอเสนา อำเภอวังน้อย อำเภอบางบาล และครอบครัวอุปถัมป์ จำนวน 24 ครอบครัว มารอให้การต้อนรับ เยาวชน ที่จะเข้าร่วมกับครอบครัวอุปถัมป์ จาก 5 จังหวัดชายแดนใต้ จำนวน 48 คน เดินทางเข้าสู่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา 

โดย ในช่วงบ่ายเวลา 15.30 น.นายชวนินทร์ วงศ์สถิตจิรกาล ผู้ว่าราชการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา นายประพันธ์ ตรีบุปผา นายเดชาธร เชาว์เลขา รองผู้ว่าราชการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา นางศุทธิกานต์ วงศ์สถิตจิรกาลนายกเหล่ากาชาดจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ได้ให้การต้อนรับ เยาวชน โครงการสานใจไทยสู่ใจใต้ รุ่นที่ 46 จำนวน 48 คน พร้อมครอบครัว พร้อมมอบเครื่องใช้ส่วนตัวให้กับเยาวชน ทั้ง 48 คน เพื่อใช้ในระหว่าง พักอาศัยอยู่กับครอบครัวอุปถัมป์ ตลอดโครงการฯ


image รูปภาพ

Line

คะแนนโหวต :
StarStarStarStarStar
แสดงความคิดเห็น
image
ความคิดเห็น
บทความที่น่าสนใจ