ปลัดกระทรวงมหาดไทย อัญเชิญผ้าพระกฐินพระราชทานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ไปทอดถวายยังที่ชุมนุมสงฆ์วัดหน้าพระเมรุราชิการาม วรวิหาร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา รวมยอดปัจจัยกว่า 2,460,151 บาท
.
วันนี้ (25 พ.ย. 66) เวลา 10.00 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานผ้าพระกฐิน ให้ นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย และ ดร.วันดี กุญชรยาคง จุลเจริญ นายกสมาคมแม่บ้านมหาดไทย ตามที่ขอรับพระราชทานน้อมนำไปถวายพระสงฆ์ผู้อยู่จำพรรษาถ้วนไตรมาส ณ วัดหน้าพระเมรุราชิการาม วรวิหาร ตำบลลุมพลี อำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา โดยมี นายนิวัฒน์ รุ่งสาคร ผู้ว่าราชการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา พร้อมด้วย นางวัชราภรณ์ รุ่งสาคร นายกเหล่ากาชาดจังหวัดพระนครศรีอยุธยาและประธานแม่บ้านมหาดไทยจังหวัดพระนครศรีอยุธยา นายประทีป การมิตรี นายกกชัย ฉายรัศมีกุล นายไพรัตน์ เพชรยวน นายธีรศักดิ์ โฉมศิริ รองผู้ว่าราชการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา นายประสพโชค อยู่สำราญ ที่ปรึกษาปลัดกระทรวงมหาดไทย นางสมทรง พันธ์เจริญวรกุล นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดพระนครศรีอยุธยา นางสาวนริศรา ชวาลตันพิพัทธ์ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ หัวหน้าส่วนราชการ นายอำเภอ หัวหน้าหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ ข้าราชการ พนักงาน เจ้าหน้าที่จากหน่วยงานในสังกัดกระทรวงมหาดไทย ตลอดจนบริษัท ห้างร้าน และประชาชนผู้มีจิตศรัทธา เข้าร่วมในพิธีฯ ที่
.
โอกาสนี้ นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ถวายความเคารพพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ถวายธูปเทียนแพ แล้วอัญเชิญผ้าพระกฐินเบื้องหน้าพระบรมฉายาลักษณ์ อุ้มประคองไว้ตรงอก ดนตรีบรรเลงเพลงสรรเสริญพระบารมี จบแล้ว ถวายความเคารพ และอุ้มประคองผ้าพระกฐินพระราชทานเข้าสู่พระอุโบสถ วางบนพานแว่นฟ้าหน้าพระสงฆ์รูปที่ 2 จากนั้น จุดธูป เทียน บูชาพระประธานประจำพระอุโบสถ กราบ 3 ครั้ง แล้วหยิบผ้าห่มพระประธานที่วางอยู่บนผ้าพระกฐินมอบให้เจ้าหน้าที่ และอัญเชิญผ้าพระกฐินมาอุ้มประคองหันหน้าไปทางพระประธานประจำพระอุโบสถ กล่าวนะโม 3 จบ แล้วหันหน้าไปทางพระสงฆ์ กล่าวคำถวายผ้าพระกฐิน เสร็จแล้ววางผ้าพระกฐินบนพานแว่นฟ้า ประเคนแด่พระสงฆ์รูปที่ 2 พร้อมด้วยพานเทียนพระปาติโมกข์ พระสงฆ์กระทำพิธีอุปโลกนกรรมและลงไปครองผ้า เสร็จแล้ว ประธานถวายเครื่องพระกฐินแด่พระสงฆ์องค์ครอง นายนิวัฒน์ รุ่งสาคร ผู้ว่าราชการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ถวายเครื่องไทยธรรม ประธานถวายปัจจัยแด่พระพิศาลวิหารกิจ เจ้าอาวาสวัดหน้าพระเมรุราชิการาม วรวิหาร พระสงฆ์อนุโมทนา พระพิศาลวิหารกิจ เจ้าอาวาสวัดหน้าพระเมรุราชิการาม วรวิหาร ถวายอดิเรก ประธานกรวดน้ำ รับพร กราบพระรัตนตรัย และกราบลาพระสงฆ์ แล้วมอบเงินให้แก่ตัวแทนนักเรียนโรงเรียนจอมสุรางค์อุปถัมภ์ และเดินไปที่โต๊ะหมู่ประดิษฐานพระบรมฉายาลักษณ์ ถวายความเคารพ เป็นอันเสร็จพิธีถวายผ้าพระกฐินพระราชทาน โดยมียอดเงินพระกฐินพระราชทานในครั้งนี้ เป็นเงินทั้งสิ้น 2,460,151 บาท
.
นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวต่ออีกว่า วัดหน้าพระเมรุราชิการาม วรวิหาร เป็นวัดเดียวในกรุงศรีอยุธยาที่ไม่ได้ถูกพม่าทำลายและยังคงปรากฏสถาปัตยกรรมแบบอยุธยาอยู่ในสภาพสมบูรณ์มากที่สุดในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา พระอุโบสถมีขนาดยาว 50 เมตร กว้าง 16 เมตร เป็นศิลปะอยุธยาตอนต้น ตั้งอยู่ริมคลองสระบัวด้านทิศเหนือของคูเมือง (เดิมเป็นแม่น้ำลพบุรี) ตรงข้ามกับพระราชวังหลวง มีชื่อเดิมว่า “วัดพระเมรุราชิการาม” ที่ตั้งของวัดนี้แต่เดิมคาดว่าเป็นสถานที่สำหรับสร้างพระเมรุถวายพระเพลิงพระบรมศพของพระมหา กษัตริย์พระองค์ใดพระองค์หนึ่งสมัยอยุธยาตอนต้น ต่อมาจึงได้สร้างวัดขึ้น
"ตามตำนานเล่าว่าพระองค์อินทร์ในรัชกาลสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 2 ทรงสร้างวัดนี้ เมื่อ พ.ศ. 2046 ซึ่งวัดแห่งนี้มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ในรัชสมัยสมเด็จพระมหาจักรพรรดิเมื่อครั้งทำศึกกับพระเจ้าบุเรงนองได้มีการทำสัญญาสงบศึก โดยในปี พ.ศ. 2106 ได้สร้างพลับพลาที่ประทับขึ้นระหว่างวัดหน้าพระเมรุกับวัดหัสดาวาส ต่อมาสร้างขยายออกโดยเพิ่มเสารับชายคาภายนอกในรัชสมัยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ หน้าบันเป็นไม้สักแกะสลักเป็นรูปพระนารายณ์ทรงครุฑเหยียบเศียรนาคและมีรูปราหูสองข้างติดกับเศียรนาค หน้าต่างเจาะเป็นช่องยาวตามแนวตั้ง เสาเหลี่ยมสองแถว ๆ ละแปดต้น มีบัวหัวเสาเป็นบัวโถแบบอยุธยา ด้านบนประดับด้วยดาว เพดานเป็นงานจำหลักไม้ลงรักปิดทอง ส่วนลายแกะสลักบานประตูพระวิหารน้อยเป็นลายแกะสลักด้วยไม้สักหนา แกะสลักจากพื้นไม้ ไม่มีการนำชิ้นส่วนที่อื่นมาติด ต่อเป็นลายซ้อนกันหลายชั้น พระประธานในอุโบสถสร้างปลายสมัยอยุธยาเป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัยหล่อด้วยทองสัมฤทธิ์ทรงเครื่องแบบกษัตราธิราช มีนามว่า “พระพุทธนิมิตวิชิตมารโมลีศรีสรรเพชญ์บรมไตรโลกนาถ” จัดเป็นพระพุทธรูปทรงเครื่องสมัยอยุธยาที่มีขนาดใหญ่ที่สุดเท่าที่มีปรากฏอยู่ในปัจจุบัน และมีความสมบูรณ์งดงามมาก สูงประมาณ 6 เมตร หน้าตักกว้างประมาณ 4.40 เมตร
นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวเพิ่มเติมว่า ต่อมาในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้มีการปฏิสังขรณ์วัดนี้โดยรักษาแบบอย่างเดิมไว้และได้เชิญพระพุทธรูปศิลาสีเขียวหรือพระคันธารราฐประทับนั่งห้อยพระบาทสมัยทวาราวดีจากวัดมหาธาตุมาไว้ในวิหารสรรเพชญ์ (วิหารน้อย) ซึ่งมีความยาว 16 เมตร กว้างประมาณ 6 เมตร อยู่ด้านข้างพระอุโบสถ พระพุทธรูปศิลาแบบนั่งห้อยพระบาทสมัยทวาราวดีนี้ นับเป็น 1 ใน 5 องค์ที่มีอยู่ในประเทศไทย
.
"นับเป็นสรรพสิริมงคลของพสกนิกรชาวจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ที่ได้มีโอกาสร่วมโดยเสด็จพระราชกุศลฯ อัญเชิญผ้าพระกฐินพระราชทานมาทอดถวายยังพระอาราม วัดหน้าพระเมรุราชิการาม วรวิหาร ทั้งนี้ เงินปัจจัยที่พุทธศาสนิกชนได้ร่วมกันทำบุญโดยเสด็จพระราชกุศลฯ ในวันนี้ ทางวัดจะนำไปสมทบทุนบูรณปฏิสังขรณ์เสนาสนะ เพื่อใช้เป็นสถานที่ประกอบศาสนกิจของคณะสงฆ์ สามเณร อีกทั้งเป็นการทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาและโบราณสถานสำคัญของชาติ เป็นที่พึ่งที่ยึดเหนี่ยวของพุทธศาสนิกชน และเป็น Soft Power ในการหนุนเสริมความมั่นคงทางเศรษฐกิจให้กับประเทศ โดยสำหรับบุญกุศลในการถวายผ้าพระกฐินพระราชทานในครั้งนี้ ขอน้อมถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและพระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์
#กองสารนิเทศ สป.มท.
ข่าว : สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
#ปลัดกระทรวงมหาดไทย #กฐินพระราชทาน #วัดหน้าพระเมรุราชิการามวรวิหาร #จังหวัดพระนครศรีอยุธยา